จะเข้ เครื่องสายเสียงกังวาน เสนาะวงมโหรี

จะเข้

           จะเข้ เป็นเครื่องดนตรีที่ไม่คุ้นหูนักสำหรับคนรุ่นใหม่ แต่หากใครรู้จักวงดนตรีมโหรี จะต้องเคยได้ยินเสียงของเครื่องสายนี้อย่างแน่นอน เพราะเป็นเครื่องดนตรีเดินทำนอง ทำหน้าที่คล้ายระนาดเอก แต่ไม่เป็นที่รู้จักมากเท่า บทความนี้ เราจะมาทำความรู้จักเครื่องดนตรีเก่าแก่ชนิดนี้กัน ว่าเป็นเครื่องดนตรีแบบไหน ทำหน้าที่อะไรในวงดนตรีมโหรี เครื่องดนตรีสัญชาติมอญ          จะเข้เดิมเป็นเครื่องดนตรี ที่รับอิทธิพลจากมอญ  เป็นประเภทเครื่องสาย ใช้บรรเลงโดยการดีด สันนิษฐานว่าพัฒนามาจากพิณ แต่ดัดแปลงทำให้วางระนาบกับพื้น จะได้เล่นได้ง่ายขึ้น มีหลักฐานปรากฏครั้งแรกในสมัยอยุธยา แต่ถูกนำมาใช้ร่วมบรรเลงในวงดนตรีมโหรี ในสมัยรัชกาลที่ 2           ลักษณะเครื่องดนตรี จะแบ่งเป็นสองตอน คือตอนหัวและตอนหาง โดยลักษณะทางตอนหัวเป็นกระพุ้งใหญ่ ส่วนตอนหางจะเป็นทรงสี่เหลี่ยม ขุดกลวงทั้งเครื่อง นิยมทำจากไม้แก่นขนุน ปิดใต้ท้องเครื่องด้วยแผ่นไม้ มีแป้นไม้เรียกว่า นม รองรับสายติดไว้บนหลังเครื่อง 11 อัน เวลาบรรเลง ใช้ดีดด้วยไม้ดีด ที่ทำจากงาช้างหรือกระดูกสัตว์ และใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วกลางช่วยจับสายให้มั่นคง เลือกซื้อ จะเข้ อย่างไรดี         การเลือกซื้อเครื่องดนตรีชนิดนี้ จะต้องใช้ความละเอียดในการเลือกสรร ต่างจากเครื่องดนตรีอื่น เพราะเนื่องจากเป็นเครื่องดนตรีที่ผู้เล่นน้อย ข้อมูลในการศึกษาก่อนเลือกซื้อและแหล่งที่ซื้อจึงไม่หลากหลายเท่าเครื่องดนตรีอื่น ก่อนจะเลือกซื้อเจ้าเครื่องดนตรีนี้ สิ่งที่คุณต้องรู้คือ ทำจากไม้ขนุน จึงจะดีที่สุด  เนื่องจากไม้ขนุน จะทำให้เครื่องดนตรีนี้กังวานไพเราะที่สุดเวลาดีดบรรเลง จึงควรเลือกซื้อเครื่องที่ทำจากไม้แก่นขนุนเท่านั้น ซึ่งในปัจจุบันมีไม้ขนุขหลายเกรดให้เลือก ขณะเลือก […]

ขลุ่ยเพียงออ เครื่องดนตรีไทย ขับบรรเลงไพเราะ จับใจ

ขลุ่ยเพียงออ

        ขลุ่ยเพียงออ เป็นเครื่องดนตรีไทยดั้งเดิม มีความเป็นมายาวนานนับพันปี ซึ่งในหลักการทางดนตรีขลุ่ยประเภทนี้ได้ถูกจัดประเภทในส่วนของเครื่องเป่าที่ไม่ม่ลิ้น แต่จะใช้หลักการเปล่งเสียงผ่าน “ดาก” รูปทรงและลักษณะจะเป็นทรงกระบอกเรียวเล็ก ขนาดความยาวพื้นฐานคือ ๔๕ – ๔๘ เซนติเมตร มีการเจาะรูตรงส่วนด้านหน้า เพื่อใช้วิธีการปิดรูตามหลักการวางตำแหน่งนิ้ว ให้ตรงกับเสียงตัวโน๊ตสูง-ต่ำ ที่มีทั้งหมด 12 เสียงตามคีย์อย่างเครื่องดนตรีสากล จุดเด่นเครื่องดนตรีไทยชนิดนี้ เป็นเครื่องเป่าที่มีพื้นเสียงใส แต่เสียงนั้นกลับก้องกังวาน และมีเสียงคีย์ที่อยู่ในระดับกลาง ขลุ่ยประเภทนี้จึงนิยมนำมาร่วมบรรเลง ร่วมกับวงดนตรีปีพาทย์ เหตุเพราะเสียงคีย์ในระดับกลาง จะสามารถผสมผสานให้เข้าร่วมกับเครื่องดนตรีชนิดหลักได้ง่าย และพริ้วไหวอย่างลงตัว จึงไม่แปลกใจเลยที่เครื่องดนตรีไทยเดิมชนิดนี้ จะเป็นเครื่องเป่าที่มีเนื้อเสียงโดดเด่น ไพเราะจับใจ ประวัติความเป็นมาของเครื่องเป่าดนตรีไทยดั้งเดิม       อาจจะกล่าวได้ว่า “ขลุ่ย ” เครื่องดนตรีไทยชนิดนี้นั้น เป็นเครื่องดนตรีของศิลปินไทยโดยแท้จริง เพราะเป็นการคิดค้นจากนักดนตรี และศิลปินนักประดิษฐ์ของไทย ที่ได้มีวิวัฒนาการมาเป็นเครื่องดนตรีไทย อย่างขลุ่ยในปัจจุบัน และความสัมพันธ์ระหว่างประวัติศาตร์ของชาติกับเครื่องดนตรีไทยชนิดนี้ก็มีให้ศึกษาวิถีชีวิตของผู้คนในยุคโบราณ โดยเมื่อครั้งสมัยกรุงสุโขทัยกำลังเฟื่องฟู ก็ทำให้อารยธรรมทางด้านดนตรีของผู้คนในกรุงมากขึ้นด้วยมีการสันนิษฐานกันว่าที่มาของเครื่องเป่านี้คือเครื่องดนตรีที่มีชื่อว่า ปี่อ้อ ซึ่งเป็นเครื่องเป่าดนตรีไทยที่มีแตก ประเภทที่อยู่ในกลุ่มของ ปี่ หมายถึงการบรรเลงจะต้องผ่านทางช่องลิ้น ซึ่งนี่คือส่วนที่ต่างกัน แต่ในส่วนของลักษณะรูปทรงรวมทั้งเนื้อเสียงที่ออกมาเป็นทำนองเพลงต่างๆนั้น มีความไพเราะและมีเนื้อเสียงที่ใส และพริ้วไหวที่เหมือนกัน วิธีการเลือก ขลุ่ยเพียงออ เครื่องดนตรีไทยให้เหมาะสมตนเอง […]

กรับ เครื่องดนตรีไทยที่เพิ่มเสน่ห์เสภา

กรับ

กรับ เครื่องดนตรีไทยที่หลายคนมักจะรู้จักในฐานะเครื่องกระทบ หรือหากเป็นในหลักเครื่องดนตรีไทยจะเรียกเครื่องดนตรีชนิดนี้ว่า “เครื่องตี” เราจะได้ยินเครื่องดนตรีชนิดนี้ ทั้งในโคลงฉันท์กาพย์กลอนแบบไทย การเล่นรวมวงแบบไทย เราจะได้ยินกันในเพลงมโหรี เพลงโบราณต่าง ๆ เพลงเรือ โขนละคร รวมไปถึงการขับเสภา ซึ่งเครื่องดนตรีชนิดนี้มีเสียงที่มีเสน่ห์และเป็นเอกลักษณ์ ได้ฟังปุ๊บก็รู้เลยว่าเป็นดนตรีไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในสิ่งที่เป็นเสน่ห์และชวนหลงใหล สมควรอย่างยิ่งที่จะสืบทอดและอนุรักษ์ต่อไป วันนี้จะพามารู้จักกับเครื่องดนตรีชิ้นนี้ให้มากขึ้น เสน่ห์แบบไทย จากเรื่องพื้นฐานของมนุษย์ เครื่องดนตรีชนิดนี้มีความเรียบง่าย คาดว่าแต่เดิมแล้วเครื่องดนตรีชนิดนี้ถูกพัฒนามาจากการปรบมือของมนุษย์ ซึ่งเป็นการประกอบจังหวะที่ง่ายที่สุดและมีความพื้นฐานที่สุด แต่เสียงปรบมือเพียงอย่างเดียวนั้นเริ่มมีความซ้ำซากจำเจ มนุษย์เราจึงมองหาวัสดุใกล้เคียง เริ่มแรกนั้นเป็นเศษไม้ที่อยู่ใกล้ นำสิ่งนี้มาเคาะแทนการปรบมือทำให้เกิดมิติใหม่ และเสียงใหม่มากยิ่งขึ้น คาดว่าภายหลังได้มีการพัฒนาให้สิ่งนี้เป็นเครื่องดนตรีจริง ๆ จึงกลายมาเป็นเครื่องดนตรีชิ้นนี้อย่างที่เราเห็นกันในปัจจุบัน นอกจากไม้แล้ว เรายังได้พัฒนาเครื่องดนตรีชนิดนี้ เป็นวัสดุอย่างอื่น เช่น โลหะต่าง ๆ ทำให้เกิดเสียงใหม่ขึ้น โดยปกติแล้วหลักการเล่นเครื่องดนตรีชนิดนี้ จะเป็นการเล่นสลับกับฉิ่ง ซึ่งเป็นการสอดประสานทำนองที่ไพเราะและมีความเป็นไทยอย่างยิ่ง  เครื่องดนตรีชนิดนี้มีอยู่ด้วยกัน 3 ประเภท ได้แก่ ประเภท “คู่” ซึ่งทำมาจากไม้ไผ่ซีก 2 อัน ทำการเหลาให้เรียบและรับคมเรียบร้อย ด้านหัวและด้านท้ายจะใหญ่ไม่เท่ากันเล็กน้อย ตีด้วยการจับสองมือ โดยการตีนั้นจะต้องตีบริเวณใกล้กับหัว ใช้ประกอบจังหวะในวงปี่พาทย์ชาตรี […]

ตะโพน เครื่องบรมครูแห่งดุริยางคศิลป์ไทย

ตะโพน

ตะโพน เครื่องดนตรีไทยประกอบจังหวะเครื่องหนึ่ง หรือที่ทางภาษาดนตรีไทยเรียกว่า “เครื่องตี” ความสัมพันธ์ของตระกูลกับดนตรีไทยนั้นมีมากมาย ใช้ร่วมบรรเลงกับวงดนตรีไทยต่าง ๆ รวมถึงในพิธีสำคัญมากมายอีกด้วย นอกจากนี้เครื่องดนตรีชนิดนี้ยังถือว่าเป็นเครื่องดนตรีบรมครูทางดุริยางคศิลป์ไทย เรียกได้ว่าค่อนข้างมีความสำคัญต่อดนตรีไทยมากเลยทีเดียว วันนี้จะพามารู้จักกับตะโพนให้มากขึ้นกว่าเดิม  หน้าทับอันเป็นเอกลักษณ์ เครื่องดนตรีชนิดนี้เป็นเครื่องประกอบจังหวะ มีลักษณะเป็นทรงกระบอกที่มีตรงกลางป่องออก ลักษณะเหมือนไข่ตัดหัวท้ายทิ้ง ตัวตะโพนที่เรียกว่า “หุ่น” ทำจากไม้ได้หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น ไม้สัก ไม้ขนุน ไม้กุ่ม และอื่น ๆ อีกมากมายที่มีน้ำหนักเบา มีความยาวอยู่ที่ประมาณ 19 นิ้ว ในส่วนตรงกลางที่ป๋องออกนั้นเราจะเรียกว่า “กระพุ้ง” จะขึ้นหน้าทั้งสองด้วยหนังวัวหรือหนังเสือ ทั้ง 2 น่าจะมีความกว้างไม่เท่ากัน โดยหน้าที่ใหญ่กว่าจะเรียกว่า “หน้าเท่ง” หรือ “หน้ารุ่ย” จะมีความกว้างอยู่ที่ประมาณ 9.5 นิ้ว หน้าที่เล็กกว่าจะเรียกว่า “หน้ามัด” มีความกว้างประมาณ 8.5 นิ้ว ตรงกลางของหน้ากลองทั้งสองหน้าจะทา “รัก” เป็นวงกลมไว้ ซึ่งทำมาจากข้าวสุกบดผสมกับขี้เถ้า การใช้เครื่องสูบผสมกับขี้เถ้าในการทำรักนี้ เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะสิ่งนี้เองทำให้เสียงของเครื่องดนตรีชนิดนี้ออกมามีคุณภาพ เพื่อเป็นการถ่วงหน้าเครื่องดนตรีให้เสียงต่ำลง และเพื่อให้ได้เสียงที่ต้องการด้วย […]

แคน มนต์เสน่ห์แห่งเสียงขับบรรเลงจากแดนอีสาน

แคน เครื่องดนตรีอีสาน

 “แคน เครื่องดนตรีที่มีบทบาทต่อวิถีชีวิตของชาวอีสานมาช้านาน ด้วยเสน่ห์ของเสียงดนตรีชนิดนี้ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวยากจะเลียนแบบให้เหมือนได้ เป็นเครื่องเสียงประเภทเป่า ที่เมื่อได้บรรเลงเล่นเพลงจากเครื่องดนตรีชนิดนี้เมื่อไหร่ ก็อดที่จะชวนให้ต้องลุกขึ้นมาเซิ้งมาฟ้อนกันทุกรอบไป โดยประวัติการสร้างเครื่องดนตรีชนิดนี้ มีเรื่องราวที่แฝงไปด้วยอารยธรรมการย้ายถิ่นฐาน และการตั้งรกรากของชาวอีสานมาอย่างยาวนาน และอย่างที่เราคุ้นชินกันดี ถึงการละเล่นที่เน้นไปในด้านการสร้างสีสันในดนตรี มีจังหวะครื้นเครง ควบคู่ไปกับการฟ้อน การเซิ้ง และการขับเพลงอย่างเช่น เพลงหมอลำ เพลงแอ่ว เป็นต้น “ ประวัติความเป็นมาของ แคน        ประวัติความเป็นมา ของเครื่องเป่าจากภาคอีสาน ที่ถือได้ว่าเป็นดนตรีไทยยุคโบราณที่เก่าแก่ มีการพัฒนาลักษณะและรูปร่างของเครื่องดนตรีชนิดนี้ เคียงคู่กับขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมของกลุ่มชนชาวบ้านไทย-ลาว ตั้งแต่ยุค 3000 ปี มาแล้ว โดยประวัติความเป็นมาของการริเริ่มประดิษฐ์เครื่องดนตรีชนิดนี้นั้นไม่สามารถระบุบุคคลได้อย่างชัดเจน มีเพียงหลักฐานทางโบราณคดีที่มีการพบเจอซากวัตถุที่คาดว่านี่ คือเครื่องดนตรี แคนซึ่งมีลักษณะเป็นหิน มีอายุราว 3000ปี และสถานที่ที่การขุดพบเจอซากกว่านี้ นั่นคือ บริเวณริมแม่น้ำชองมา ประเทศเวียดนาม ซึ่งจากการสันนิษฐานของนักโบราณคดีชาวฝรั่งเศษได้ระบุว่า บริเวณนี้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของกลุ่มชาวไทย -ลาว ก่อนการอพยพและรวมตัวเป็นกลุ่มชาวอีสาน ที่มีที่ตั้งอยู่ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศไทยในปัจจุบัน  บทบาทสำคัญทางประวัติศาสตร์ของไทย         ในหลักฐานทางด้านประวัติศาตร์ ที่สื่อให้เห็นอย่างเด่นชัดถึงบทบาทที่สำคัญของเครื่องดนตรีชนิดนี้ ซึ่งในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์เป็นยุคที่เกิดการรวมตัว และการอพยพแบ่งแยกของกลุ่มคนหลากหลายเชื้อชาติ รวมทั้งศิลปะดนตรีแขนงต่างๆ ที่ได้เกิดการแลกเปลี่ยนกันในช่วงนี้ ช่วงของยุคสมัยการปกครองในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ […]

ระนาดเอก เครื่องดนตรีไทยที่ใครๆก็รู้จัก

ระนาดเอก

ระนาดเอก เครื่องดนตรีไทยที่ใครเห็นก็ต้องรู้จักเพราะเป็นเครื่องดนตรีที่สำคัญเป็นอย่างมากของไทย มีประวัติความเป็นมาที่เก่าแก่และยาวนานมีการพบหลักฐานทางโบราณคดีที่มีการค้นพบระนาดหินซึ่งเป็นต้นแบบของระนาดไม้ ที่พบเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งระนาดหินดังกล่าวค้นพบที่จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีอายุกว่า 3,000 ปี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงต้นกำเนิดที่มีความเก่าแก่ของเครื่องดนตรีชนิดนี้ มีข้อสันนิษฐานตามหลักภาษาศาสตร์ 2 แบบ แบบที่1 คือคำว่าระนาดมีคำไทยที่ยืดเสียงมาจากคำว่า “ราด” และยังมีสำนวนที่พูดกันตั้งแต่โบราณว่า “ปีพาทย์ ราด ตะโพน” ซึ่งมีความคำว่า ราด รวมอยู่ในประโยคดังกล่าว คำว่า ราด มีความหมายว่าแผ่ออกไป ซึ่งดูจะพ้องกับวิธีการนำเอาไม้มาวางขวางทางเดินและเรียกไม้เหล่านั้นว่า “ลูกระนาด” แต่ไม่มีข้อบ่งชี้แน่ชัดว่าคำศัพท์นี้หรือเครื่องดนตรีอันไหนใช้เรียกก่อนกัน ในแบบที่ 2 อาจารย์สงัดให้ข้อสันนิษฐานว่าระนาดนั้นน่าจะไม่ใช่ของไทย เพราะภาษาเขมรมีการออกเสียงคำว่าระนาดเนื่องจากภาษาไทยมักนำคำที่บงท้ายด้วย “ส” มาเปลี่ยนเป็น “ด” จึงน่าเชื่อถือว่ามีต้นกำเนิดมายากภาษาเขมรนั่นเอง เครื่องดนตรีชนิดนี้อาจไม่ได้มีต้นกำเนิดจากประเทศไทย นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญดนตรีพื้นเมืองของอินโดนีเซียได้วิเคราะห์ถึงความถี่ของเสียงระนาดหินมีความใกล้เคียงกับความถี่ของเครื่องดนตรีในประเทศอินโดนีเซียในปัจจุบัน จึงมีข้อสันนิษฐานที่ว่ามนุษย์นำขวานหินที่เป็นเครื่องมือในการใช้งานมากระทบกันและเกิดเสียงที่ไพเราะซึ่งพัฒนามาจาก กรับ โกร่ง ซึ่งเชื่อว่า  มันมีวิวัฒนาการมาจาก กรับ ที่มี 2 ชิ้นกระทบเป็นจังหวะ ซึ่งต่อมามีความคิดว่าถ้ากรับต่อกันหลายๆอันวางเรียง ปรับเปลี่ยนแก้ไขให้มีขนาดลดหลั่นกันไป มีการทำรางอุ้มเสียง ขึงไว้บนเชือกร้อยกันไปในขนาดต่างๆ นำตะกั่วผสมขี้ผึ้งมาติดที่หัวท้ายของกรับไม้ ใช้ไม้ตีให้เกิดเสียง ซึ่งเรียกกรับไม้ที่นั้นว่า “ลูกระนาด” […]